บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

ต้นทุนพลังงานสำหรับกระบวนการผลิตข้าวเหนียวของกลุ่มเกษตรกรประเทศไทย และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง


ผู้วิจัย : ปรีชา มาระกะ
หลักสูตร : ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา : ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสาละวินศึกษา
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.สุนันทา เอี่ยมสำอางค์
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี

บทคัดย่อ


กระบวนการผลิตข้าวเหนียวในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคโลกาภิวัตน์
มีการนำเอาปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีที่ทันสมัยรวมถึงมีความซับซ้อนหลากหลายในกรรมวิธีการผลิตเพิ่มมากขึ้นเข้ามาใช้ในกระบวนการค่อนข้างมาก มีผลทำให้มีการใช้พลังงานจากปัจจัย
การผลิตต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นทำให้กลุ่มเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาขายผลผลิตข้าวเหนียวอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำทำให้มีผลกำไรน้อยหรือขาดทุน ส่งผลถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวเหนียว มีหนี้สินและมีความยากจนมากขึ้นจึงเป็นปัญหาที่ควรทำการศึกษาการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บริบททางด้านสังคมและเศรษฐกิจของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวเหนียว
2) การใช้พลังงานและต้นทุนพลังงานในพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดต่างกันของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวเหนียว 3) สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับประมาณการใช้พลังงานและพยากรณ์การใช้พลังงานในอนาคต สำหรับกระบวนการผลิตข้าวเหนียวนาปีแบบนาดำของเกษตรกรไทย
(อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย) และเกษตรกรลาว (เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว) กลุ่มตัวอย่างการวิจัย
คือ เกษตรกรผู้ผลิตข้าวเหนียวนาปีแบบนาดำ อำเภอพาน 367 ครอบครัว และเมืองห้วยทราย 361 ครอบครัว โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการวิจัยใช้แบบสอบถามแบบปลายปิด การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 บริบททางด้านสังคมและเศรษฐกิจใช้การวิเคราะห์เชิงสถิติได้แก่ การหาร้อยละ ส่วนที่ 2 การใช้พลังงานและต้นทุนพลังงานสำหรับกระบวนการผลิตข้าวเหนียวที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก (1-5 ไร่) ขนาดกลาง (> 5-15 ไร่) และขนาดใหญ่ (>กว่า 15 ไร่) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 1) การเตรียมดิน
2) การเพาะปลูก 3) การดูแลรักษา และ 4) การเก็บเกี่ยว โดยใช้ค่าพลังงานเทียบเท่า (Energy Equivalent) ในการปรับแก้ให้เป็นข้อมูลทางพลังงานภายใต้พื้นฐานเดียวกันคือ (MJ/rai) และส่วนที่ 3 สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับประมาณการใช้พลังงานและพยากรณ์การใช้พลังงานในอนาคตโดยใช้สมการถดถอยเชิงซ้อน (Multiple Regression)

ผลการวิจัยพบว่า บริบทด้านสังคม เศรษฐกิจและการใช้พลังงานของเกษตรกรไทย
และลาวแรงงานที่สามารถทำงานได้ในกระบวนการผลิตข้าวเหนียว พบว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 45-60 ปี ถึงร้อยละ 70 และ 30-45 ปี ร้อยละ 24 ส่วนเกษตรกรลาวมีถึงร้อยละ 84 และ 30-45 ปี ร้อยละ 10 ด้านการศึกษาเกษตรกรไทยมีการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 69 และมัธยมศึกษาร้อยละ 25 ส่วนเกษตรกรลาวไม่ได้เรียนหนังสือร้อยละ 52 และประถมศึกษาร้อยละ 36 ประสบการณ์ในการทำนาของเกษตรกรไทยมากกว่า 10-15 ปี ร้อยละ 73 และมากกว่า 15 ปี ร้อยละ 20 ส่วนเกษตรกรลาวมากกว่า 15 ปี ร้อยละ 64 และมากกว่า 10-15 ปี ร้อยละ 29 เกษตรกรไทยและเกษตรกรลาวไม่มีสถานที่รวบรวมผลผลิตในชุมชนร้อยละ 86 และร้อยละ 100 ตามลำดับ  ระบบน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกข้าวเหนียวของเกษตรกรไทยอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 60 และเกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 25 ส่วนเกษตรกรลาวอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงร้อยละ 80 และเกณฑ์น้อย ร้อยละ 19 และความคาดหวังของผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องการให้บุตรมีการศึกษาสูงเนื่องจากไม่อยากให้บุตรมีอาชีพทำนาเหมือน
พ่อและแม่ เกษตรกรไทยและลาวมีความคาดหวังอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 51 และ 66 ตามลำดับ

ด้านเศรษฐกิจของเกษตรกรไทยและลาว รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนเกษตรกรไทย มากกว่า 2,500–5,000 บาท ร้อยละ 46 ส่วนเกษตรกรลาวต่ำกว่า 2,500 บาท มีถึงร้อยละ 92 ด้านรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนเกษตรกรไทยมากกว่า 2,000–5,000 บาท ร้อยละ 66 ส่วนเกษตรกรลาวต่ำกว่า 2,000 บาท มีถึงร้อยละ 98 ฐานะทางการเงินของครัวเรือนไม่มีเงินเก็บออม ของเกษตรกรไทยร้อยละ 60 ส่วนเกษตรกรลาวมีถึงร้อยละ 81 เงินกู้เฉลี่ยต่อเดือนของเกษตรกรไทยมากกว่า 1,000–4,000 บาท ร้อยละ 38 ส่วนเกษตรกรลาวไม่มีถึงร้อยละ 100 ฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยและลาว เป็นแบบพอเพียงร้อยละ 80 และร้อยละ 87 ตามลำดับ ด้านการใช้แรงงานในการเพาะปลูกข้าวเหนียวของเกษตรกรไทยเป็นลักษณะแบบจ้างเหมาร้อยละ 43 ส่วนเกษตรกรลาวทำงานเป็นลักษณะแบบแลกเปลี่ยนกันถึงร้อยละ 81 ความต้องการประกอบอาชีพทำนาต่อไปของเกษตรกรไทยร้อยละ 83 ส่วนเกษตรกรลาวมีถึงร้อยละ 95 และวัตถุประสงค์การเพาะปลูกข้าวเหนียวของเกษตรกรไทยเพื่อบริโภคและขายร้อยละ 45 ส่วนเกษตรกรลาวเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก ร้อยละ 79

การเพาะปลูกข้าวเหนียวแบ่งตามขนาดของพื้นที่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ พบว่าการใช้พลังงานของเกษตรกรไทย พื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดเล็กมีการใช้พลังงานรวม
2,710 MJ/ไร่ โดยมีการใช้พลังงานในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ร้อยละ 19 การเพาะปลูกร้อยละ 4  การดูแลรักษาร้อยละ 44 และการเก็บเกี่ยวร้อยละ 33 สำหรับต้นทุนพลังงาน สัดส่วนพลังงานต่อผลผลิต และผลผลิตเท่ากับ 7,871 บาท/ไร่ 4.02 MJ/กิโลกรัม และผลผลิต 674 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ พื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดกลาง มีการใช้พลังงานรวม 2,828 MJ/ไร่ โดยมีการใช้พลังงาน
ในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ร้อยละ 20 การเพาะปลูกร้อยละ 4 การดูแลรักษาร้อยละ 43 และการเก็บเกี่ยวร้อยละ 33 สำหรับต้นทุนพลังงาน สัดส่วนพลังงานต่อผลผลิตและผลผลิตเท่ากับ 8,178 บาท/ไร่ 4.25 MJ/กิโลกรัม และผลผลิต 666 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ และพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดใหญ่
มีการใช้พลังงานรวม 2,919 MJ/ไร่ โดยมีการใช้พลังงานในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ร้อยละ 22
การเพาะปลูกร้อยละ 4 การดูแลรักษาร้อยละ 42 และการเก็บเกี่ยวร้อยละ 32 สำหรับต้นทุนพลังงาน สัดส่วนพลังงานต่อผลผลิตและผลผลิตเท่ากับ 8,411 บาท/ไร่ 4.58 MJ/กิโลกรัม และผลผลิต 637 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ

การใช้พลังงานของเกษตรกรลาว พบว่า พื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดเล็กมีการใช้พลังงานรวม 559 MJ/ไร่ โดยมีการใช้พลังงานในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ร้อยละ 40 การเพาะปลูกร้อยละ 33  การดูแลรักษาร้อยละ - และการเก็บเกี่ยวร้อยละ 27 สำหรับต้นทุนพลังงาน สัดส่วนพลังงานต่อผลผลิต และผลผลิตเท่ากับ 2,316 บาท/ไร่ 1.52 MJ/กิโลกรัม และผลผลิต 367 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดกลางมีการใช้พลังงานรวม 542 MJ/ไร่ โดยมีการใช้พลังงานในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ร้อยละ 41 การเพาะปลูกร้อยละ 23 การดูแลรักษาร้อยละ 1 และการเก็บเกี่ยวร้อยละ 35 สำหรับต้นทุนพลังงาน สัดส่วนพลังงานต่อผลผลิต และผลผลิตเท่ากับ 2,272 บาท/ไร่ 1.54 MJ/กิโลกรัม และผลผลิต 352 กิโลกรัม/ไร่ตามลำดับ และพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดใหญ่ มีการใช้พลังงานรวม
505 MJ/ไร่ โดยมีการใช้พลังงานในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ร้อยละ 45 การเพาะปลูกร้อยละ 30 
การดูแลรักษาร้อยละ 1 และการเก็บเกี่ยวร้อยละ 24 สำหรับต้นทุนพลังงาน สัดส่วนพลังงานต่อผลผลิต และผลผลิตเท่ากับ 2,175 บาท/ไร่ 1.44 MJ/กิโลกรัม และผลผลิต 351 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ  

การประมาณการใช้พลังงานสำหรับกระบวนการผลิตข้าวเหนียวนาปีแบบนาดำของเกษตรกรไทยและลาวขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต สมการความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิตต่างๆ
ที่ใช้ในกระบวนการเพาะปลูกกับการใช้พลังงานของเกษตรกรไทยดังสมการที่ 1 และสมการมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (r2) เท่ากับ 0.708

 

                 Energy (MJ/rai) =     (1)

สมการสำหรับพยากรณ์การใช้พลังงานในอนาคตของเกษตรกรไทย ดังสมการที่ 2

 

                                                          r2= 0.976                                            (2)

 

สำหรับสมการความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิตต่างๆที่ใช้ในการเพาะปลูกกับการใช้พลังงานของเกษตรกรลาว ดังสมการที่ 3

 

        Energy (MJ/rai) =      (3)

 

การพยากรณ์การใช้พลังงานต่อปี (ปีการเพาะปลูก) ในอนาคตของเกษตรกรไทยขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่การเพาะปลูก สำหรับของเกษตรกรลาวไม่สามารถพยากรณ์ได้ เนื่องจากขาดฐานข้อมูลการใช้พลังงานในอดีต

การใช้พลังงานของเกษตรกรไทยขนาดของพื้นที่ทำการเพาะปลูกต่างกันมีการใช้พลังงานต่างกันโดยพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดใหญ่ มีการใช้พลังงานรวมมากที่สุด เนื่องจากพื้นที่ทำการเพาะปลูกที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นในกระบวนการผลิตข้าวเหนียวเกษตรกรจะใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้นตามเช่น ในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ทำการเพาะปลูก (ไถดะ ไถแปรและทำเทือก) ส่วนใหญ่ใช้รถไถนาชนิดนั่งขับที่มีขนาดกำลังม้าสูง ขั้นตอนการดูแลรักษาประเภทสูบน้ำใช้เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นสารเคมีที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ส่วนใหญ่ใช้รถเกี่ยว-นวดขนาดใหญ่ซึ่งมีค่าพลังงานเทียบเท่าสูง และจะลดต่ำลงมาตามขนาดของพื้นที่ และพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดเล็ก มีการใช้พลังงานรวมต่ำสุด สำหรับผลผลิตข้าวเหนียวที่ได้ในพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดต่างๆ
ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ส่วนการใช้พลังงานของเกษตรกรลาวขนาดของพื้นที่ทำการเพาะปลูกต่างกัน การใช้พลังงานไม่มีความแตกต่างกันมากนัก พื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดเล็กมีการใช้พลังงานรวมมากที่สุดโดยในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่การเพาะปลูก ไถดะมีการใช้เชื้อเพลิง
และแรงงานค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพที่นามีขนาดเล็กเกษตรกรสามารถทำงานได้อย่างละเอียด (ทำงานซ้ำหลายรอบ) รวมถึงลักษณะความชำนาญในการปฏิบัติงานของเกษตรกรแต่ละบุคคลด้วยและในขั้นตอนการเพาะปลูกมีการใช้แรงงานค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นการทำงานแบบแลกเปลี่ยนแรงงานกันเมื่อคิดเป็นค่าพลังงานเทียบเท่าจึงมีค่าสูง

ต้นทุนพลังงานของเกษตรกรไทยมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อปริมาณการใช้พลังงาน
และผลผลิตข้าวเหนียวที่ได้ขนาดของพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดใหญ่ มีต้นทุนพลังงานรวมและมีจุดคุ้มทุนสูงสุด รองลงมาขนาดกลางและขนาดเล็กตามลำดับ ส่วนเกษตรกรลาวมีต้นทุนรวมและจุดคุ้มทุนของพื้นที่ทำการเพาะปลูกขนาดต่างๆ มีค่าไม่แตกต่างกันมากนักเนื่องจากมีการใช้ปัจจัยการผลิตในกระบวนการผลิตข้าวเหนียวค่อนข้างต่ำและการผลิตยังคงเป็นแบบวัฒนธรรมโบราณสำหรับใช้บริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก

ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ รัฐบาลของเกษตรกรทั้งสองประเทศควรมีนโยบายและวางแผนในการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้กับแรงงานหนุ่มและสาวคนรุ่นใหม่ให้มีความสนใจกลับมา
ทำนาเป็นอาชีพหลักในชุมชน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเกี่ยวกับการขาดแรงงานที่มีประสบการณ์ในการทำนารวมถึงจำนวนผู้ที่สนใจเลือกอาชีพชาวนาลดลง การใช้พลังงานและต้นทุนพลังงานในกระบวนการผลิตข้าวเหนียวของเกษตรกรทั้งสองประเทศส่วนใหญ่ไม่มีผลต่อผลผลิตที่ได้ต่อไร่ กลุ่มเกษตรกรสามารถลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลผลิตโดยตรงลงเช่น การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรให้มีขนาดกำลังม้าที่เหมาะสมในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่การเพาะปลูก และในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว งานวิจัยนี้เป็นแนวทางการบริหารจัดการการใช้พลังงานและต้นทุนพลังงานสำหรับกระบวนการผลิตข้าวเหนียวนาปีแบบนาดำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวเหนียวนาปีแบบนาดำของทั้งสองประเทศมีความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืน   


ดาวน์โหลดเอกสาร