บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

การศึกษาการป้องกันและควบคุมโรคที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีนของ นักเรียนใน อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่


ผู้วิจัย : นางสาววิไลลักษณ์ จันทร์ศรีมา
หลักสูตร : สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : สาธารณสุขศาสตร์
อาจารย์ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์วราภรณ์ ศิริสว่าง
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชวิศ จิตรวิจารณ์

บทคัดย่อ


การวิจัยเชิงพรรณานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การขาดสารไอโอดีนของเด็กนักเรียนและหาความสัมพันธ์ของการรับรู้ของผู้ปกครองเด็กนักเรียนกับปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะของเด็กนักเรียนในอาเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยประยุกต์แนวคิดทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนที่ได้รับการตรวจหาปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะและผู้ปกครองของเด็กนักเรียน จำนวน 171 คน เลือกโครงการแบบมีระบบเก็บข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และไคสแควร์ พบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นผู้ปกครองนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง เป็นชาย ร้อยละ 50.3 มีอายุระหว่าง 51 -60 ปี ร้อยละ 27.5 จบชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 27.5 ไม่ได้รับการศึกษาร้อยละ 36.3 อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 50.9 โดยส่วนใหญ่มีรายได้ต่ากว่า 3,000 บาท ร้อยละ 37.4 เคยได้รับข้อมูลข่าวสารและคาแนะนาเกี่ยวกับคอพอก ร้อยละ 86.5 โดยส่วนใหญ่ได้รับคาแนะนาจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร้อยละ 38.6 อสม. ร้อยละ 17.0 และจากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ร้อยละ 15.8 ผลการตรวจสารไอโอดีนในปัสสาวะของเด็กนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง พบว่ามากกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลิตร ร้อยละ 52.0 และ 50 -100 ไมโครกรัมต่อลิตร ร้อยละ 35.7 และมีค่าน้อยกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลิตร (ต่ากว่าปกติ) ร้อยละ 12.3
การรับรู้ความเสี่ยงต่อการขาดสารไอโอดีน อยู่ในระดับ สูง ได้แก่การรับประทานอาหารทะเล การรับประทานอาหารที่ใช้เกลือผสมไอโอดีนปรุง รับรู้ความรุนแรงของการขาดสารไอโอดีน อยู่ในระดับ สูง ได้แก่ทาให้เป็นคอพอก มีพัฒนาการไม่สมวัย สติปัญญาล่าช้า ร่างกายจะเตี้ยแคระแกรน การรับรู้ประโยชน์ของสารไอโอดีน อยู่ในระดับ สูง ในด้านการใช้ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่มีส่วนผสมของไอโอดีน การรับประทานอาหารทะเลที่สามารถป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนได้ การรับรู้อุปสรรต่อการได้รับสารไอโอดีน อยู่ในระดับ ปานกลาง โดยการหาซื้ออาหารทะเล การดื่มน้าที่ผสมไอโอดีนเป็นประจา เป็นอุปสรรคมาก พฤติกรรมการป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนของกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติเป็นประจา ได้แก่ซื้อหรือทานอาหารที่ใช้เกลือเสริมไอโอดีน ร้อยละ 25.1 รับประทานอาหารทะเล ร้อยละ 24.6 และใช้เกลือผสมไอโอดีน ร้อยละ 22.2
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการรับรู้ ปัจจัยทางสังคมกับพฤติกรรมการปฏิบัติตัวการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน พบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคขาดสารไอโอดีนไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนโดยรวม แต่พบว่าการรับรู้อุปสรรคในการป้องกันการเกิดโรคขาดสารไอโอดีนมีความสัมพันธ์เชิงลบกับการรับประทานอาหารทะเลอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01ปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนมีความสัมพันธ์กับการใช้เกลือเสริมไอโอดีนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01ปัจจัยทางสังคมด้านประชากร ด้านอาชีพ และรายได้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมการใช้เกลือเสริมไอโอดีน การซื้อหรือ รับประทานอาหารที่ใช้เกลือเสริมไอโอดีน การรับประทานอาหารทะเล และการรับประทานอาหารเสริมไอโอดีนมีความสัมพันธ์กับระดับไอโอดีนในปัสสาวะของกลุ่มตัวอย่างกับอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 ปัจจัยทางสังคมทางได้แก่ รายได้ และการได้รับคาแนะนาเกี่ยวกับไอโอดีน มีความสัมพันธ์กับระดับไอโอดีนในปัสสาวะของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 และ .05
จากผลการวิจัยยังพบว่าเด็กนักเรียนบางส่วนยังได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นจึงควรจัดให้มีการเสริมไอโอดีนในน้าดื่มประจาที่โรงเรียน และครอบครัวที่ขาดสารไอโอดีน ส่งเสริมให้ร้านค้าในพื้นที่จาหน่ายเกลือเสริมไอโอดีน ตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคขาดสารไอโอดีนและการป้องโรคอย่างต่อเนื่อง


ดาวน์โหลดเอกสาร