บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

วิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ของสถาบันครอบครัว


ผู้วิจัย : นางจุรีภัทร์ ขาลสุวรรณ
หลักสูตร : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : การวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น
อาจารย์ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์ วรรณวดี ม้าลำพอง
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : รองศาสตราจารย์ ดร. เจิดหล้า สุนทรวิภาต

บทคัดย่อ


การวิจัยเรื่องนี้ต้องการศึกษา และทาความเข้าใจในปรากฏการณ์ของวิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้และระบบของการเรียนรู้ที่มีอยู่ในครอบครัวของคนเชียงใหม่ ที่ได้รับการยกย่องหรือยอมรับจากสังคม โดยเน้นหนักเกี่ยวกับสภาพของความเป็นอยู่ที่แท้จริงตามแบบธรรมชาติของ คนเชียงใหม่ในอดีต ซึ่งหาแนวทางการศึกษาข้อมูลได้จากเอกสาร วรรณกรรมพื้นบ้าน ความเชื่อ ค่านิยม การปฏิบัติตนตามจารีตประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ตลอดจนการสัมภาษณ์ผู้อาวุโสที่ได้รับความสาเร็จ จากความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาเป็นที่ยอมรับของสังคม และยังวิเคราะห์ว่าเมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ภาระหน้าที่ของสถาบันครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ผู้ใหญ่ใน ครอบครัวสามารถใช้ยุทธวิธีใดมาประกอบเป็น วิธีการถ่ายทอดและการสั่งสอนให้เกิดการเรียนรู้ จนเกิดการปฏิบัติต่อครอบครัวและสังคม เป็นที่ยอมรับว่ามีความรู้ความสามารถเป็นคนดี มีคุณภาพอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
วิธีการวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลหลายวิธีผสมผสาน กันได้แก่ การอ่านเอกสารวรรณกรรมพื้นบ้าน วิถีปฏิบัติ การสัมภาษณ์ผู้อาวุโสที่มีความสาเร็จในการดารงชีวิต โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อลูกหลานและปฏิบัติจนเป็นที่ยอมรับของสังคม การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ ซึ่งใช้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนเชียงใหม่โดยกาเนิดอย่างแท้จริง จานวน 16 คน ข้อมูลที่ศึกษาจะเป็นข้อมูลที่มีลักษณะสาคัญที่สอดคล้องกับธรรมชาติของวิถีชีวิต และนาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ในเชิงพรรณนาวิเคราะห์ แล้วปรับแนวทางวิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ของสถาบันครอบครัวที่ได้เข้าสู่สภาพชีวิตครอบครัวในสังคมปัจจุบัน เพื่อให้เกิดวิธีการถ่ายทอด ที่เหมาะสมในยุคของโลกาภิวัฒน์ต่อไป
จากการศึกษาพบว่า สภาพครอบครัวกรณีตัวอย่างที่เป็นผู้ได้รับการยอมรับของสังคม จะเป็นลักษณะของครอบครัวขยาย ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มในระบบของเครือญาติที่เข้มแข็ง อยู่ร่วมกันแบบสันติ สงบสุข มีความเคารพนับถือผู้อาวุโสเป็นหลักสาคัญของการดาเนินวิถีชีวิต กฎระเบียบต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน
ครอบครัวจะสัมพันธ์กับวิถีของการดารงชีวิต โดยยึดมั่นในหลักคาสอนของ พระพุทธเจ้าอย่างแรงกล้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สาคัญในการปฏิบัติตนในวัฏสงสารของชีวิตด้วย
สมาชิกในครอบครัวทุกคน จะให้ความเชื่อถือและเคารพผีปู่ย่าหรือผีบรรพบุรุษ อันเดียวกัน มีความเคารพนับถือเป็นพี่น้องต่อกัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะงานในอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่มีอิทธิพลต่อการดารงชีพ ทุกคนจะช่วยกันเพื่อความอยู่รอดของชีวิต เมื่อมีเวลาว่างจากการทาเกษตรทุกคนและทุกครอบครัว จะหาวัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่นมาทาเครื่องมือประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้น ๆ จึงทาให้เกิดหัตถกรรมในครัวเรือนขึ้นมาอีกทางหนึ่ง ดังนั้นหน้าที่ของผู้อาวุโสในครอบครัว จึงต้องมีการถ่ายทอดความรู้ ส่วนลูกหลานมี หน้าที่เรียนรู้ รับรู้ และสืบทอดภูมิปัญญาดังกล่าวต่อ ๆ ไป
วิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ของสถาบันครอบครัวตัวอย่างที่ได้ศึกษา พบว่าผู้อาวุโสของครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์และประสบความสาเร็จในผลงานและการดารงชีวิต เป็นที่เคารพนับถือของสมาชิกภายในครอบครัว และสังคมจะทาหน้าที่เป็น ผู้ถ่ายทอดความรู้ ขัดเกลา อบรมสั่งสอนลูกหลาน ให้เป็นคนดีมีศักยภาพและมีอาชีพที่มั่นคง ต่อวงศ์ตระกูลและสังคม เทคนิคที่นามาใช้ในการถ่ายทอดมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น ข้อห้ามจากจารีตประเพณีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติ บทวรรณกรรมพื้นบ้านต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการสอดแทรกไว้ ในบทนิทาน เพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมลูก สุภาษิต คาสอนของหลักธรรมะ ความรู้ทุกอย่างจะ สอดแทรกไว้ในบทบาทของตัวละครหรือตัวผู้เล่นอย่างมากมาย การสอดแทรกดังกล่าว แสดงถึง กลวิธีการถ่ายทอดอย่างชาญฉลาดของผู้อาวุโส ซึ่งปัจจุบันวิธีการนี้ยังสามารถใช้กับเด็ก ๆ สมัยใหม่ได้เช่นกัน คือใช้สิ่งที่เป็นจุดสนใจของเด็กมาเป็นหลักนา แล้วสอดแทรกคาสอนให้เด็กได้คิด พิจารณาและสรุปด้วยตัวเอง ว่าสิ่งไหนดี ไม่ดี
ชีวิตของสมาชิกในครอบครัวปัจจุบัน ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ในส่วนของความเป็นโลกาภิวัฒน์ ครอบครัวของคนเชียงใหม่ที่มีความมั่นคง เริ่มเกิดปัญหากระทบหลาย ๆ ประการ จากครอบครัวขยายที่อบอุ่น กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ต้องช่วยเหลือตนเองอยู่ตลอดเวลา และบทบาทการถ่ายทอดความรู้ของผู้อาวุโสในครอบครัว ถูกภาครัฐนาไปปฏิบัติ ในโรงเรียน ความใกล้ชิด ความผูกผันของสมาชิกในครอบครัวมีน้อยลง ผลกระทบที่ได้รับคือ ครอบครัวอ่อนลง สมาชิกขาดความรู้ ความชานาญ ความมั่นคงของสถาบันครอบครัวมีน้อยลงไป ดังนั้นการสร้างสถาบันของครอบครัวให้เข้มแข็ง และสมาชิกมีความรู้ความสามารถในการดารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักยภาพ จึงควรที่ทั้งภาครัฐและสถาบันครอบครัวต้องร่วมกันแก้ปัญหา โดยปรับโครงสร้างระบบการบริหาร การจัดการให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้หลักคาสอนธรรมะของศาสนา และวัฒนธรรมพื้นบ้านมาร่วมสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดระบบบริโภคนิยมและวัตถุนิยมมากจนเกินไป และระบบการศึกษา ในส่วนของการให้ความรู้ของ
สถาบัน ภาครัฐควรเน้นให้เป็นไปตามวิถีธรรมชาติ ตามแนวศักยภาพที่เด็กได้รับเบื้องต้นจากสถาบันครอบครัว โดยการสร้างกระบวนการถ่ายทอดและเรียนรู้แบบตัวต่อตัว ผสมผสานไปกับวิถีการดาเนินชีวิต เมื่อระบบของการถ่ายทอดเป็นแบบสร้างความอบอุ่น พอใจและเกิดความมั่นใจ ผู้รับการถ่ายทอดจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบจนเป็นนิสัยพื้นฐาน แล้วโยงถ่ายมาถึงการเป็นคนที่มีความสามารถ เกิดผลสัมฤทธิ์ในการดารงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาหรับในส่วนของพ่อแม่หรือผู้อาวุโสในครอบครัว จะต้องปฏิบัติตนเป็นแม่แบบที่ดีให้กับสมาชิกในครอบครัว โดยยึดหลักพรหมวิหาร 4 อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นธรรมะสาหรับการปฏิบัติ การครองชีวิต เพื่อสามารถนาทางให้พ่อแม่หรือผู้อาวุโส มีภาวะเป็นผู้นา รู้จักธรรมชาติของสมาชิกในครอบครัว จะสามารถนาทางให้ผู้รับการถ่ายทอดคุณค่าในตัวหลักของความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมา และอยู่ร่วมกับครอบครัว สังคมได้อย่างมีความสุขยั่นยืน และเป็นบุคคลที่มีคุณภาพต่อครอบครัว สังคมและประเทศชาติ สืบต่อไป


ดาวน์โหลดเอกสาร