บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

การจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรกรรมชุมชน ริมฝั่งลำน้ำแม่ฝางตอนกลาง ลุ่มน้ำกก : อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่


ผู้วิจัย : พันเอกโสภณ ติวุตานนท์
หลักสูตร : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : การวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.สินธุ์ สโรบล
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : รองศาสตราจารย์พีระพงศ์ บุญศิริ

บทคัดย่อ


การจัดการทรัพยากรน้าเพื่อการเกษตรกรรมของชุมชนริมฝั่งลาน้าแม่ฝาง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้าเพื่อการเกษตรกรรมของชุมชนริมฝั่งลาน้าแม่ฝางตอนกลาง ด้วยระบบชลประทานราษฎรของฝายวังมะหลอดในปัจจุบัน ตลอดจนกระบวนการจัดการความขัดแย้งจากการใช้น้าเพื่อการเกษตรของชุมชนเกษตรกรที่ใช้น้าจากระบบชลประทานฝายวังมะหลอด จานวน 4 ตาบลได้แก่ตาบลแม่สูน ตาบลแม่คะ ตาบลสันทราย และตาบลเวียงซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่อาเภอฝาง เป็นชุมชนชนบทในจังหวัดเชียงใหม่ บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย
ทั้งนี้การวิจัยได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่ผู้วิจัย ผู้นาชุมชน และชาวบ้านมีส่วนร่วมในขั้นตอนการดาเนินงานประกอบกับการสัมภาษณ์ การสังเกตและการจัดสัมมนากลุ่ม แล้วนาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์แยกแยะ ตีความ สร้างข้อสรุป แล้วใช้วิธีการนาเสนอให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกันจากการเข้าศึกษาชุมชน
ผลการวิจัยพบว่า การจัดการทรัพยากรน้าเพื่อการเกษตรกรรมชุมชนริมฝั่งลาน้าแม่ฝางตอนกลาง มีวิธีการจัดการโดยการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นองค์กรเพื่อดาเนินการด้านชลประทาน แบ่งกลุ่มคนออกเป็น 2 กลุ่มคือคณะกรรมการดาเนินการจานวน 15 คนและสมาชิกผู้ใช้น้าปัจจุบันรวมทั้งสิ้นประมาณ 509 ครอบครัว มีกานันตาบลแม่คะเป็นที่ปรึกษา คณะกรรมการประกอบด้วย ประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิก ล่ามน้า และกรรมการ มีการแบ่งเขตชลประทานออกเป็น 3 เขตได้แก่ สายต้นน้า สายกลางน้าและสายปลายน้า (รวมสายสาขาทั้งหมด 8 สาย)โดยแต่ละสายจะมีหัวหน้าแก่เหมือง 1 คนเป็นผู้ควบคุมดูแลรับผิดชอบ บางสายจะผู้ช่วยจานวนหนึ่งซึ่งแต่ละสายจะมีไม่เท่ากันและอยู่ในการควบคุมกากับดูแลของหัวหน้าแก่เหมืองในแต่ละเขต มีอานาจในการจัดการภายใต้การควบคุมของประธานและรองประธาน คณะกรรมการฯได้มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกผู้ใช้น้าและมีวาระการทางานครั้งละ 4 ปี คณะกรรมการฯและที่ปรึกษาจะได้รับค่าตอบแทนเป็นน้ายกและน้าหล่อ การตัดสินปัญหาข้อขัดแย้งขั้นต้นจะเป็นหน้าที่ของหัวหน้าแก่เหมือง หากไม่สามารถแก้ไขได้ประธานหรือรองประธานจะดาเนินการแก้ปัญหาต่อไป การตกลงใจกระทาการใดๆจะใช้การประชุมหารือและใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นแนวทาง ด้านงบประมาณ รายได้จะมาจากค่าน้าที่เรียกเก็บจากสมาชิกฯไร่ละ 30 บาทต่อปี โดยเงินส่วนหนึ่งจะจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่คณะกรรมการ ที่ปรึกษาและคนเฝ้าฝายส่วนที่เหลือจะเก็บใว้ซ่อมแซมเหมืองฝายและทาพิธีใหว้ผีฝาย ในแต่ละปีจะกาหนดให้มีการประชุมใหญ่ประจาปีๆ ละหนึ่งครั้ง ปกติจะประชุมภายในเดือนเมษายนของทุกปีเนื่องจากเป็นช่วงเริ่มฤดูเพาะปลูก วาระการประชุมจะประกอบด้วยการชี้แจงสถานะด้านการเงิน ปัญหาข้อขัดข้องในปีที่ผ่านมา แผนงานที่จะดาเนินการทั้งปัจจุบันและอนาคต และหาข้อยุติในเรื่องต่าง ๆ ในระดับหัวหน้าแก่เหมืองแล้วแต่จะกาหนดกันเองส่วนใหญ่จะประชุมเมื่อมีปัญหา เกี่ยวกับการควบคุมการใช้น้าของสมาชิก มีการกาหนดกฎข้อบังคับไว้โดยสมาชิกมีส่วนร่วมในการกาหนดข้อบังคับดังกล่าว นอกจากนี้สมาชิกยังมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมเมื่อได้รับแจ้งจากล่ามน้าและส่งแรงงานร่วมล้องเหมืองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ส่วนความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยจากการศึกษาพบว่ามีปัจจัยที่สาคัญคือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจได้แก่รายได้รายจ่ายและหนี้สินของ สมาชิกผู้ใช้น้า ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรมได้แก่ความเสียสละและความสามัคคีของสมาชิกผู้ใช้น้า ปัจจัยด้านทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดได้แก่ปริมาณน้าที่นับวันมีแต่จะน้อยลง ปัจจัยด้านการจัดการและองค์การชึ่งจะเกี่ยวข้องกับแผนหรือตารางส่งน้า ระเบียบข้อบังคับ ระบบการดูแล ระบบค่าตอบแทน คุณสมบัติของคณะกรรมการและสุดท้ายคือสมาชิกผู้ใช้น้า
เกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนในการจัดการความขัดแย้งของคณะกรรมการชลประทานฝายวังมะหลอดนั้น จากการศึกษาพบว่าคณะกรรมการฯใช้วิธีการประนีประนอม เป็นหลักในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง คือหัวหน้าแก่ฝายซึ่งจากการศึกษาพบว่านอกจากจะเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ 5 ประการอันได้แก่ มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีความรู้งานชลประทาน ไว้ใจได้ และมีประสบการณ์แล้ว ยังเป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชนทั้ง 4 ตาบลอีกด้วย สาหรับขั้นตอนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ประยุกต์ใช้ หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาเป็นขั้นตอนในการจัดการแก้ปัญหาความขัดแย้งคือ อริยสัจ 4


ดาวน์โหลดเอกสาร