บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

การศึกษาความเครียด วิธีการจัดการความเครียดและปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดในงานของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลเอกชน


ผู้วิจัย : นางปานรดา ปัญญาราษฎร์
หลักสูตร : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : วิจัยและพัฒนาท้องถิ่น
อาจารย์ที่ปรึกษา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กัลยา ธรรมพงษา
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วันชัย มุ้งตุ้ย

บทคัดย่อ


การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสารวจความเครียดและวิธีการจัดการความเครียดในงานของพยาบาลวิชาชีพ รวมถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ – ผล ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านงานกับระดับความเครียดในงานของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลเอกชน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีจานวน 377 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย 5 ส่วนคือ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลด้านงาน ระดับความเครียด วิธีการจัดการความเครียด ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความเครียดในงาน ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนามาทดสอบความเชื่อมั่นของปัจจัยด้านงานโดยรวม ระดับความเครียด และวิธีการจัดการความเครียด เท่ากับ 0.81 0.86, 0.92 และ 0.83 ตามลาดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ คือ การวิเคราะห์ถดถอยแบบมีขั้นตอน ผลการศึกษาสรุปว่า
1. พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลเอกชน พบว่าส่วนใหญ่มีระดับความเครียดในงานโดยรวมระดับสูง ร้อยละ 56.23
2. ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ หน้าที่พิเศษนอกเหนือจากงานการพยาบาลผู้ป่วย ฐานะการเงินและปัจจัยด้านงาน ได้แก่ โครงสร้างและการบริหารการจัดการ บรรยากาศและสภาพการทางาน สัมพันธภาพส่วนบุคคล และลักษณะงานพยาบาล ร่วมกันอธิบายความแปรผันของความเครียดโดยรวมร้อยละ 76.6 ตัวแปรดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับระดับความความเครียดโดยรวมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p < .01) โดยมีปัจจัยเรื่องงานด้านโครงสร้างและการบริหารจัดการ เป็นตัวแปรสาคัญที่สุด สามารถอธิบายความแปรผันโดยรวมร้อยละ 59.5
3. ตัวแบบของระดับความเครียดในงานโดยรวม ประกอบด้วย ตัวแปรพยากรณ์เมื่อเรียงลาดับตามขนาดของสัมประสิทธิ์การถดถอยเชิงส่วนมาตรฐาน คือ โครงสร้างและการบริหารจัดการ บรรยากาศและสภาพการทางาน สัมพันธภาพส่วนบุคคล ลักษณะงาน หน้าที่พิเศษ และฐานะการเงิน
4. พยาบาลวิชาชีพความคิดเห็นว่า ลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนและมาตรฐานวิชาชีพที่สูง การมุ่งเน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก อีกทั้งมีลักษณะงานที่ไม่ส่งเสริมการใช้บทบาทอิสระทางการพยาบาล เป็นสิ่งที่ทาให้เกิดความเครียดในงานและอุปสรรคต่อการทางานให้สาเร็จมากที่สุด และพยาบาลวิชาชีพแนะนาให้โรงพยาบาลเอกชนควรมีกลยุทธ์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อค้นหาและแก้ไขปัญหาจากการทางานที่ส่งผลทาให้เกิดความเครียด รวมทั้งลดปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเครียดในงาน


ดาวน์โหลดเอกสาร