บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

การเปรียบเทียบความสัมพันธ์เชิงอำนาจหญิงชายในกฎหมาย มังรายศาสตร์กับกฎหมายไทยในมุมมองแนวสตรีนิยม


ผู้วิจัย : นายชายไทย รักษาชาติ
หลักสูตร : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : การวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น
อาจารย์ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์สนิท สัตโยภาส
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์

บทคัดย่อ


วิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์เชิงอานาจในมิติเรื่องประเวณี จากกฎหมายครอบครัว ในกฎหมายมังรายศาสตร์และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย แม้ว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับจะมีความแตกต่างในบริบททางสังคมและมิติเรื่องเวลา แต่ผู้วิจัยได้ตั้ง สมมุติฐานว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีนัยของความไม่เสมอภาคและกดขี่ผู้หญิงเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องประเวณี
การศึกษาวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบสตรีนิยม และเป็นการวิเคราะห์สาระในแนวสตรีนิยม และเป็นการวิเคราะห์ตัวบทจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งถือได้ว่ากฎหมายเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมที่มีมิติเรื่องเพศสภาพอยู่ด้วย การวิเคราะห์ตัวบทนี้ได้ใช้ทฤษฎีของสานักคิดสตรีนิยมสายเสรีนิยม และสตรีนิยมสายถึงรากเหง้า
จากการศึกษาพบว่า กฎหมายมังรายศาสตร์มีจุดเด่นในเรื่องการกาหนดระยะเวลาหมั้น ค่าปรับที่จะมากขึ้นตามลาดับ ฐานะของผู้ชายในกรณีที่มีชู้หรือล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิง การหย่าถ้าไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด ผู้หญิงจะได้ส่วนแบ่งในสินสมรสที่มากกว่าผู้ชาย แต่กระนั้นก็มี ข้อกฎหมายที่กดขี่ทางเพศต่อผู้หญิงอยู่มาก ของหมั้นหรือสินสอดเป็นเพียงของที่ฝ่ายชายจะเรียกคืนได้ในกรณีที่หย่ากันโดยที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีฝ่ายใดผิด การเป็นชู้ หรือล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิง ฝ่ายชายจะมีโทษด้วยการปรับเท่านั้น ฝ่ายหญิงนอกจากจะต้องเสียค่าปรับอาจจะต้องถูกขาย หรือได้รับโทษทางกายอีกด้วย
กฎหมายครอบครัวบรรพ 5 ในเรื่องการหมั้น ข้อกฎหมายได้ทาให้ผู้หญิงเป็นเสมือนสินค้าที่ฝ่ายชายเป็นผู้ซื้อกรรมสิทธิ์ การสมรสก็จะโยงไปสู่ปัญหาที่รัฐไม่คานึงถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล
ของผู้หญิงที่จะตรวจสอบสถานะของคู่สมรส คานาหน้านาม นามสกุลและสาเหตุของการฟ้องหย่า ก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันระหว่างเพศ
กฎหมายมังรายศาสตร์มีที่มาจากอานาจของกษัตริย์ จารีตสังคม และพุทธศาสนา ส่วนกฎหมายครอบครัวบรรพ 5 มีที่มาจากหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันทางเพศ แต่จากการวิเคราะห์กฎหมายทั้ง 2 ฉบับพบว่ามีนัยที่เหมือนกันคือ การกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง ข้อกฎหมายก็ยังมีการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ
กฎหมายทั้ง 2 ฉบับเป็นผลผลิตมาจากโครงสร้างปิตาธิปไตย ซึ่งมีประเด็นสาคัญที่กฎหมายต้องการควบคุมผู้หญิงให้อยู่ในร่องในรอยในเรื่องประเวณี ซึ่งนักสตรีนิยมบางสายถือว่า การกดขี่ในเรื่องประเวณีต่อผู้หญิงเป็นการกดขี่แรกของการกดขี่ผู้หญิง การปลดปล่อยผู้หญิงจากการกดขี่ภายใต้สังคมแบบปิตาธิปไตย คือการปลดปล่อยผู้หญิงจากเรื่องประเวณี โดยการเลิกเป็นเมียและเลิกเป็นแม่ หรือการไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย


ดาวน์โหลดเอกสาร