บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

พฤติกรรมความเป็นผู้นำของผู้บริหารสถาบันราชภัฏเชียงใหม่


ผู้วิจัย : สมชัย พลชำนิ
หลักสูตร : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : การวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น
อาจารย์ที่ปรึกษา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : อาจารย์ ดร.หนูม้วน ร่มแก้ว

บทคัดย่อ


การวิจัยพฤติกรรมความเป็นผู้นาของผู้บริหารสถาบันราชภัฏเชียงใหม่เป็นการวิจัย เชิงสารวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรในสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ต่อพฤติกรรมความเป็นผู้นาของผู้บริหารสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ และเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากร ในสถาบันราชภัฏเชียงใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมความเป็นผู้นาของผู้บริหารสถาบันราชภัฏเชียงใหม่
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ กลุ่มบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ในปีการศึกษา 2544 – 2545 จานวน 669 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มี 3 กลุ่ม โดยสุ่มตัวอย่างมา จานวน 350 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหาร จานวน 50 คน กลุ่มบุคลากรสายผู้สอน จานวน 150 คน และกลุ่มบุคลากรสายสนับสนุน จานวน 150 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามชุดเดียวกัน ใช้สอบถามทั้งกลุ่มผู้บริหาร กลุ่มบุคลากรสายผู้สอน และกลุ่มบุคลากรสายสนับสนุน แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นคาถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบ ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประเมินค่า ซึ่งเป็นคาถามเกี่ยวกับพฤติกรรมความเป็นผู้นาของ ผู้บริหารสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ทั้ง 9 ด้าน จานวน 50 ข้อ ได้ส่งแบบสอบถามไป จานวน 350 ฉบับ ได้รับคืนฉบับที่สมบูรณ์ใช้ได้ จานวน 315 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 90
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีหาความถี่และค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบ t และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว
ผลการวิจัยวิเคราะห์จากการที่บุคลากรของสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ให้ความเห็น ต่อพฤติกรรมความเป็นผู้นาของผู้บริหารสถาบันในด้านต่าง ๆ ทั้ง 9 ด้าน ประกอบด้วย พฤติกรรมความเป็นผู้นาในฐานะเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นผู้ปรับปรุงแก้ไข เป็นผู้ให้การยอมรับนับถือ เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ เป็นนักพูดที่มีประสิทธิผล เป็นผู้ประสานงาน เป็นผู้เข้าสังคมได้ดี เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้วางพื้นฐานหรือความคุมมาตรฐานพฤติกรรมให้ผู้อื่นสรุปผลการวิจัยในภาพรวมทั้ง 9 ด้าน ทั้งกลุ่มผู้บริหาร กลุ่มบุคลากรสายผู้สอน และกลุ่มบุคลากรสายสนับสนุน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทุกด้านและทุกข้อทั้ง 50 ข้อ กล่าวคือ กลุ่มผู้บริหารมีความเห็นว่า ผู้บริหารมีพฤติกรรมดังกล่าวปรากฏให้เห็นมากหรือบ่อยครั้ง แต่กลุ่มสายผู้สอนและสายสนับสนุนมีความเห็นตรงกันว่า ผู้บริหารมี พฤติกรรมดังกล่าว ปรากฏให้เห็นน้อย หรือไม่บ่อยนัก


ดาวน์โหลดเอกสาร