บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

ผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดเชียงใหม่


ผู้วิจัย : เดือนฉาย ปั๋นป้อม
หลักสูตร : สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : สาธารณสุขศาสตร์
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.สายหยุด มูลเพ็ชร์
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : อาจารย์ ดร.ทรงยศ คำชัย

บทคัดย่อ


การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่กำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2558 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาทั้งสิ้น 280 คน และ 2. การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการจัดกิจกรรม เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ ระดับความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่และความรู้เกี่ยวกับการเลิกสูบบุหรี่ ความเชื่อและแรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างก่อนและหลังการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ จำนวน 31 คน โดยประยุกต์แนวคิดทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ร่วมกับการรับรู้ความสามารถของตนเองมากำหนดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม จำนวน 8 สัปดาห์ ๆ ละ  2 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือนมกราคม 2559 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและเครื่องตรวจวัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจ (piCO+Smokerlyzer®) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำและการทดสอบวิลคอกซัน

              ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย คือ คะแนนเฉลี่ยสะสม (GPA) (P<0.05) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (P<0.05) และการมีเพื่อนสูบบุหรี่ (P<0.05)  ภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมนักเรียนสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 58.06 มีความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่และการเลิกสูบบุหรี่ (P<0.001) ความเชื่อเกี่ยวกับการเลิกสูบบุหรี่ (P<0.001)  แรงจูงใจในการเลิกสูบบุหรี่ (P<0.001 for trend) เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีค่าเฉลี่ยมวนบุหรี่ที่สูบต่อวันและค่าเฉลี่ยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ใน ลมหายใจลดลงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001 for trend)

โดยสรุปการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ของนักเรียนได้ และการใช้เครื่องมือทดสอบก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจ ยังทำให้เกิดความชัดเจนในการวัดผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในโรงเรียนอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันได้

 

คำสำคัญ  : การสูบบุหรี่, การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, พฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่

 


ดาวน์โหลดเอกสาร