บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

การวิจัยและพัฒนาสารเร่งดอกลำไยที่ปลอดภัยโดยใช้โพแทสเซียม คลอเรตเป็นองค์ประกอบหลักในรูปแบบที่สะดวกกับการนำไปใช้


ผู้วิจัย : ร้อยตำรวจเอกสุรพล ใจแสน
หลักสูตร : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : การวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.สมคิด พรหมมา
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัลยา ธรรมพงษา

บทคัดย่อ


การพัฒนาวิธีการผลิตสารผสมโพแทสเซียมคลอเรต ชนิดไม่ระเบิด เพื่อใช้ในการกระตุ้นการออกดอกของลาไยมีวัตถุประสงค์ เพื่อหาวิธีการใช้สารได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น การพัฒนาสารเร่งใช้วิธีการถ่วงการระเบิดของโพแทสเซียมคลอเรตด้วยสารชนิดต่าง ๆ เพื่อลดความไวในการติดไฟและระเบิด และศึกษาผลในการกระตุ้นการออกดอกของลาไย และการจัดการใส่สารและดูแลต้นลาไย เพื่อให้การออกดอกและผลมีประสิทธิภาพที่สุด
การพัฒนาอุปกรณ์ทดสอบการระเบิดเพื่อใช้ทดแทนเชื้อปะทุไฟฟ้า (electric detonator) ในการสร้างการกระแทกมาตรฐานที่จะใช้เป็นเกณฑ์คัดเลือกสูตรของสารผสมโพแทสเซียมคลอเรตที่ปลอดภัย พบว่าการใช้หอคอยแท็งก์น้าซึ่งมีความสูง 10 เมตร มีความเหมาะสม การสร้างความแรงการกระแทก ใช้หลักการตกของวัตถุจากที่สูงมากระทบพื้นโดยแรงดึงดูดของโลก และพบว่าการกระแทก คิดเป็นโมเมนตั้ม เท่ากับ 61.3 นิวตันวินาที มีค่าเทียบเท่าเชื้อปะทุมาตรฐานเบอร์ 6 และเมื่อเพิ่มความแรงกระแทกเป็น 112 นิวตันวินาที พบว่าสามารถทาให้โพแทสเซียมคลอเรตบริสุทธิ์ระเบิดได้ จึงใช้ความแรงการกระแทกที่ 112 นิวตันวินาที ในการทดสอบการระเบิดของสารผสมทุกสูตรเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด และใช้เสียงการตกกระทบโดยการบันทึกเทปและวัดโดยเครื่องทดสอบเสียง (Signal analyzer) ที่มีระดับความเข้มของเสียงเกิน 17 dB เมื่อวางจุดรับเสียงห่างจากจุดกระทบ 30 เมตร เป็นเกณฑ์วัดการระเบิด
สารหลายชนิดที่นิยมใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีของพืชโดยทั่วไป ซึ่งอยู่ในรูปละลายน้าได้ดี และไม่ละลายน้าที่มีคุณสมบัติถ่วงการระเบิดได้แก่ ปูนขาว ดินเหนียว โซดาไบคาร์บอเนต (NaHCO3) และบอแรกซ์ (Na2B4O7) สามารถถ่วงการระเบิดของโพแทสเซียมคลอเรต (KClO3) การใช้ปูนขาวเพียง 20 % ในส่วนผสม พบว่าสามารถถ่วงการระเบิดได้ดีกว่าตัวอื่น และสารที่มีคุณสมบัติเสริมการระเบิดได้แก่ ดินประสิว (KNO3) ซึ่งถ้านาไปผสมในสูตรแล้วจะต้องเพิ่มปริมาณสารถ่วงและลดปริมาณโพแทสเซียมคลอเรตในสูตรลง
สารผสมโพแทสเซียมคลอเรตที่ปลอดภัยชนิดไม่ละลายน้ามีแร่ธาตุ ประกอบด้วยส่วนผสมของ KClO3 กับสารกลุ่มไม่ละลายน้า ได้แก่ ไทรแคลเซียมฟอสเฟต (Ca3(PO4)2), ยิปซั่ม (CaSO4), Na2B4O7, KNO3 และ Dolomite ในปริมาณ 15, 30, 19, 4, 4 และ 28 % ตามลาดับ (สูตร NSM ) จะไม่ติดไฟและไม่สามารถระเบิดเมื่อถูกแรงกระแทก แม้จะนามาผสมกับกามะถัน สาหรับสารผสมชนิดละลายน้านั้นประกอบด้วย KClO3, NaHCO3 และ KNO3 ปริมาณ 20, 66 และ 14 % ตามลาดับ (สูตร WS) การทดสอบย้าของทุกสูตรที่กล่าวมาแล้ว โดยใช้เชื้อปะทุไฟฟ้าเบอร์ 6 พบว่ามีความปลอดภัย ถึงแม้ผสมกับกามะถัน
การทดสอบผลการใช้กระตุ้นการออกดอกของลาไยพันธุ์ดอ พบว่าสารผสมสูตร NSM สามารถกระตุ้นการออกดอกภายใน 39 วัน ซึ่งไม่แตกต่างจากการใช้ KClO3 บริสุทธิ์ โดยมีเปอร์เซ็นต์ช่อที่ออกดอก 89.8 % และมีการติดผลดีเท่ากับเมื่อใช้ KClO3 บริสุทธิ์ นอกจากนั้นการใช้สูตร NSM ทาให้คุณภาพผล คือ ขนาดผล, ความหนาเปลือก, ปริมาณน้าตาล และน้าหนักผลดีเท่ากับเมื่อใช้ KClO3 กระตุ้น และไม่แตกต่างกับผลที่ออกตามธรรมชาติ นอกจากนั้นสารผสมสูตร WS ก็สามารถใช้ได้ผลดีเช่นกัน โดยใช้ได้ทั้งวิธีใส่ทางดิน และพ่นใบ อย่างไรก็ตามวิธีใส่โดยการพ่นใบจะใช้ต้นทุนต่อต้นต่ากว่าการใส่สารทางดิน
สารผสมสูตรละลายน้ามีความสะดวกในการนาไปใช้ในภาคสนามมากกว่า และมีแนวโน้มการกระตุ้นการออกดอกดีกว่าสูตรไม่ละลายน้ามีแร่ธาตุ ในการพัฒนาสูตรสารผสมโพแทสเซียมคลอเรตเพื่อให้มีความเหมาะสมกับการใช้ของเกษตรกรในรูปแบบเม็ดได้ผลว่า การใช้สารผสมสูตร NSM ผสมกับดินเหนียวมีความเหมาะสม โดยใช้ดินเหนียวผสมกับสารผสมสูตร NSM อัตรา 40 ต่อ 60 โดยน้าหนัก และทาให้เป็นเม็ด โดยใช้มือกดผ่านตะแกรง เมื่อนาไปทดสอบในสวนลาไยของเกษตรกรเทียบกับสูตรละลายน้า (สูตร WS) พบว่าได้ผลไม่แตกต่างกันเมื่อทดสอบกับหลายพื้นที่ และไม่มีความแตกต่างกันระหว่างสูตรทั้งสอง แต่สูตรละลายน้าสามารถใช้ได้ทั้งวิธีโรยดินและพ่นใบ
เกษตรกรชาวสวนลาไยจากจังหวัดเชียงใหม่และลาพูน ที่ทดสอบใช้สารเร่งดอกลาไยมีการยอมรับสารเร่งดอกลาไยสูตรไม่ระเบิดในระดับที่ดี คือเห็นว่าสามารถกระตุ้นการออกดอกและความสมบูรณ์ของใบได้ดีกว่าโพแทสเซียมคลอเรตบริสุทธิ์ เมื่อใช้เป็นปีที่สอง และชอบรูปแบบของสารชนิดละลายน้าโดยใช้ราดดินมากที่สุด รองลงมาคือแบบเม็ด และแบบผงที่มีจาหน่ายในท้องตลาด เกษตรกรมีความต้องการใช้สารผสมสูตรละลายน้ามีแร่ธาตุต่อไปถึงแม้จะใช้ค่าใช้จ่ายต่อต้นมากกว่าโพแทสเซียมคลอเรตบริสุทธิ์ เพราะเห็นผลตอบสนองดีกว่า โดยที่เกษตรกรไม่ทราบถึงข้อจากัดและวิธีการใช้โพแทสเซียมคลอเรตชัดเจนจึงต้องมีการให้ความรู้ด้านนี้โดยเร็วที่สุด


ดาวน์โหลดเอกสาร