บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ในพื้นที่เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ จังหวัดเชียงใหม่


ผู้วิจัย : นางอรุณี สายหมอก
หลักสูตร : สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขา : สาธารณสุขศาสตร์
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.จิติมา กตัญญู
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : รองศาสตราจารย์ณรงค์ ณ เชียงใหม่

บทคัดย่อ


การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เทศบาลตาบลสันผีเสื้อ อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ตามปัจจัยส่วนบุคคล เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน การรับรู้ความสามารถตนเอง การรับรู้ประโยชน์และการรับรู้อุปสรรคในการดูแลสุขภาพตนเอง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนวัยทางานที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เทศบาลตาบลสันผีเสื้อ อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จานวน 375 คน ทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 50.9 มีอายุระหว่าง 42–50 ปี ร้อยละ 27.5 การศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 25.6 สถานภาพสมรส ร้อยละ 54.9 อาชีพรับจ้าง/ลูกจ้าง ร้อยละ 30.9 รายได้ 6,001-8,000 บาท ร้อยละ 29.1 การรับรู้ความสามารถตนเองในการส่งเสริมสุขภาพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก จากการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ประชาชนมีการรับรู้ความสามารถของตนด้านการป้องกันอุบัติเหตุ การไม่สูบบุหรี่และการไม่ดื่มสุราเท่ากัน และการตรวจสุขภาพประจาปี ตามลาดับ การรับรู้ประโยชน์ของการส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง จากการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ประชาชนมีการรับรู้ประโยชน์ด้านการออกกาลังกาย การบริโภคอาหาร และการไม่สูบบุหรี่ ตามลาดับ การรับรู้อุปสรรคของการส่งเสริมสุขภาพ โดยรวมอยู่ในระดับน้อย จากการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ประชาชนมีการรับรู้อุปสรรคด้านการไม่สูบบุหรี่ การป้องกันอุบัติเหตุ และตรวจสุขภาพประจาปีเท่ากัน และการไม่ดื่มสุราตามลาดับ การปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาโดยรวมอยู่ในระดับมาก จากการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ประชาชนมีการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านการป้องกันอุบัติเหตุ การไม่สูบบุหรี่ และการตรวจสุขภาพประจาปีตามลาดับ
เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน การรับรู้ความสามารถตนเอง การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้อุปสรรคในการดูแลสุขภาพตนเองของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่า ควรนาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพไปเป็นแนวทางการ จัดโครงการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในทิศทางที่เหมาะสม


ดาวน์โหลดเอกสาร