บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Graduate School Chiang Mai Rajabhat University

การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรในชุมชน เพื่อการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมส าหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ


ผู้วิจัย : นายสมเกตุ อุทธโยธา
หลักสูตร : ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา : ผู้น าทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย
อาจารย์ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนีกร ทอ
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า

บทคัดย่อ


การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบ และศึกษาผลที่เกิดจากการนารูปแบบการจัดการเรียนร่วมโดยยึดโครงสร้าง SEAT ร่วมกับใช้การฟื้นฟูผู้พิการโดยใช้ชุมชนและ Ecological Framework ที่จะเกิดผลต่อการดาเนินการจัดการเรียนร่วมของโรงเรียน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรในชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสาหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในการช่วยเหลือ สนับสนุนและส่งเสริมการจัดการศึกษาเรียนรวมในลักษณะเครือข่าย โดยใช้เทคนิคการประชุมระดมแนวคิดเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน ประชากร ได้แก่ บุคลากรขององค์กรในชุมชนที่สนับสนุนการดาเนินการจัดการศึกษา สาหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนร่วมสาหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในโรงเรียนบ้านบ่อหิน ตาบลตลาดขวัญ อาเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ประเภทการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ การดาการวิจัยแบ่งการวิจัยออกเป็น 5 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 ขั้นเตรียมการ (Preparing Phase) ระยะที่ 2 ขั้นสารวจ(Survey Phase) ระยะที่ 3 ขั้นวิเคราะห์และสังเคราะห์ (Analysis and Synthesis Phase) ระยะที่ 4 ขั้นปฏิบัติการ (Implementation Phase) ระยะที่ 5 ขั้นการประเมินผล (Evaluation Phase)
ผลการวิจัย
ผลการวิจัยตามขั้นตอนของการวิจัยโดยการประเมินผลรวบยอด (Summative Evaluation) มีผลการประเมิน ตามตารางดังต่อไปนี้

ซึ่งมีผลสรุปการวิจัย ดังนี้
1. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนร่วมโดยได้มาจากแนวคิดและจุดเด่นของโครงสร้าง SEAT ร่วมกับใช้การฟื้นฟูผู้พิการโดยใช้ชุมชนเป็นฐานและ Ecological Framework ที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรในชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพิเศษในลักษณะเครือข่าย โดยใช้เทคนิคการประชุมระดมแนวคิดเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่า ได้รูปแบบการจัดการเรียนร่วม คือ Co-APIR Model ประกอบด้วย Co : Co-operation - การประสานความร่วมมือ A : Awareness - ความตระหนัก P : Plan - แผนปฏิบัติการ I : Implementation - การปฏิบัติการ และ R : Reflection - การสะท้อนกลับ
2. ผู้วิจัยนารูปแบบการจัดการเรียนร่วมลงสู่การปฏิบัติในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ผลการดาเนินการในทุกโครงการ ประสบความสาเร็จด้วยดี ผลการวัดความรู้ ความเข้าใจของผู้เข้ารับการอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมผ่านเกณฑ์การวัดทุกโครงการ
การประสานความร่วมมือ (Co-operation) พบว่า ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทางานร่วมกันในดาเนินการทุกโครงการได้มีการประสานความร่วมมือกันระหว่างผู้แทนองค์กรเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผู้บริหารองค์กรได้กาหนดแนวทางการประสานความร่วมมือกันร่วมกันในอนาคต
การส่งเสริมให้เกิดความตระหนัก (Awareness) พบว่า มีการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักเกี่ยวกับ การสร้างเจตคติที่ดีต่อผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และการจัดการศึกษาสาหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ตามสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษา
การวางแผน (Plan) พบว่า ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการวางแผนและเป็นไปตามการวางแผนร่วมกันในการประชุมระดมแนวคิดเพื่อสร้างอนาคตร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญแต่ละองค์กรและเป็นไปตามความต้องการของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง
การปฏิบัติการ (Implementation) พบว่า ผลการดาเนินการในทุกโครงการประสบความสาเร็จด้วยดี ผู้เข้ารับการอบรมผ่านเกณฑ์การวัดทุกโครงการ และพบว่า การนาแผนปฏิบัติการไปปฏิบัติในโรงเรียนบ้านบ่อหินประสบผลสาเร็จเป็นอย่างดี เป็นไปตามการวางแผนร่วมกันในการประชุมระดมแนวคิดเพื่อสร้างอนาคตร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญและเป็นไปตามความต้องการของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง
การสะท้อนกลับ (Reflection) ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ให้การสะท้อนกลับถึงผลที่เกิดขึ้นในประเด็นความสอดคล้องกับบริบทขององค์กร ผลที่เกิดจากการนาโครงการลงสู่โรงเรียน การดาเนินการเป็นไปตามการประชุมระดมแนวคิดเพื่อสร้างอนาคตร่วมกันและเป็นไปตามปัญหาและความต้องการของโรงเรียน การประสานความร่วมมือ เครือข่าย ปัญหาที่เกิดจากการดาเนินโครงการและแนวโน้มการเรียนร่วมในอนาคต
การพัฒนาเครือข่าย เพื่อจัดการศึกษาแบบเรียนรวมสาหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้แก่ 1) เครือข่ายความร่วมมือของบุคลากรในโรงเรียน เป็นเครือข่ายที่ผู้บริหารและบุคลากรภายในโรงเรียนร่วมมือร่วมใจกันในการจัดการศึกษาสาหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษไปในทิศทางเดียวกันการสนับสนุนกันตลอดเวลาและมีส่วนร่วมในกระบวนการดาเนินการทุกขั้นตอน 2) เครือข่ายความร่วมมือขององค์กรภายนอกโรงเรียน เป็นเครือข่ายภายนอกจะเป็นความร่วมมือขององค์กรต่าง ๆ ที่เป็นในลักษณะแนวระนาบ (Horizontal Network) เนื่องจาก จะไม่มีองค์กรใด ๆ เป็นผู้บริหารจัดการกากับเครือข่าย มีเพียงผู้ประสานงานในการดาเนินงานร่วมกัน เป็นเครือข่ายที่ประกอบด้วยทุกหน่วยทุกองค์กรที่เข้ามาเกี่ยวกับ โดยให้แต่ละองค์กรนั้นทาหน้าที่ของตนเอง เครือข่ายมีการประชุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตกลงร่วมกัน มีการวางแผนและร่วมมือกันปฏิบัติงานร่วมกันตามความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กร โดยใช้ทรัพยากรทั้งงบประมาณและบุคลากรของแต่ละองค์กร เพื่อให้การทางานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี อาจจะมีการจัดทาโครงการขึ้นมาแล้วแบ่งหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันโดยมีการช่วยเหลือสนับสนุนกัน มีการประสานความร่วมมือ และการส่งต่อกันอย่างต่อเนื่อง
ผู้วิจัยได้ทาการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ตามผลที่ได้จากเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสามารถสรุปผลที่ได้ว่า การดาเนินการวิจัยสามารถตอบคาถามของการวิจัยได้ทุกข้อ โดยได้รูปแบบการจัดการเรียนร่วม คือ Co-APIR Model ที่เป็นการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกันเพื่อการจัดการเรียนร่วม (All for Education)จนเกิดเป็นเครือข่ายในการทางานเป็นเครือข่ายร่วมกันต่อไปในอนาคต


ดาวน์โหลดเอกสาร